ทำความเข้าใจในการตรวจวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของเซลล์มะเร็ง (Cancer Genomic Profiling)
ยาความแม่นยำ
•
2024-03-01
การตรวจวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของเซลล์มะเร็ง เป็นการตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีนในเซลล์มะเร็ง เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถเลือกใช้ยาที่เหมาะสม เช่น ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) และภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งได้ถูกต้อง ซึ่งการตรวจวิเคราะห์ยีนกลายพันธุ์ของเซลล์มะเร็งนี้เป็นการรักษาผู้ป่วยมะเร็งภายใต้แนวคิดการแพทย์แบบแม่นยำ (Precision Medicine) หรือการรักษาส่วนบุคคล (Personalized Medicine)
ทำความรู้จักการตรวจวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของเซลล์มะเร็ง
การตรวจวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของเซลล์มะเร็ง(Cancer Genomic Profiling) เป็นการตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีน (Genetic Mutation)ภายในเนื้องอกของผู้ป่วยมะเร็ง เพื่อให้ได้ข้อมูลของเซลล์มะเร็งในระดับโมเลกุลโดยข้อมูลที่ได้จะช่วยให้แพทย์สามารถเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมให้กับผู้ป่วยมะเร็งเฉพาะบุคคลต่อไปซึ่งการตรวจจีโนมมะเร็งและการวางแผนการรักษามะเร็งแบบนี้สามารถเรียกอีกอย่างได้ว่าการแพทย์แบบแม่นยำ (Precision Medicine) หรือการรักษาส่วนบุคคล (PersonalizedMedicine)
การตรวจวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของเซลล์มะเร็ง(Cancer Genomic Profiling) จะช่วยตอบคำถามสำคัญเกี่ยวกับการรักษาได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็น “ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ชนิดใดมีแนวโน้มได้ผลกับผู้ป่วยมะเร็งรายนี้?”หรือ “ผู้ป่วยมะเร็งรายนี้เหมาะสมกับการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)หรือไม่?”
นอกจากนี้การตรวจวิเคราะห์จีโนมมะเร็งยังสามารถช่วยในการพยากรณ์โรค (Prognosis),ประเมินความจำเป็นในการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด หรือติดตามการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งได้อีกด้วย
การรักษาที่แตกต่างกันตามลักษณะทางพันธุกรรมของมะเร็ง
ยามุ่งเป้าแบบใดที่เหมาะกับฉัน?
การรักษาด้วยยามุ่งเป้า(Targeted Therapy) เป็นการรักษาที่ออกฤทธิ์ต่อเป้าหมายเฉพาะ (Drug Targets)ที่พบในเซลล์มะเร็ง จึงสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะตรงจุดและลดผลกระทบต่อเซลล์ปกติเนื่องจากในผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีการกลายพันธุ์ของรหัสพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งที่แตกต่างกันดังนั้นการตรวจวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งจึงมีความสำคัญต่อแพทย์ในการเลือกและพยากรณ์การตอบสนองต่อยามุ่งเป้าของเซลล์มะเร็งเพื่อเลือกใช้ยามุ่งเป้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับผู้ป่วยรายนั้น ๆ ได้
การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดเหมาะกับฉันหรือไม่?
การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด(Immunotherapy) พบว่าผู้ป่วยมะเร็งบางรายตอบสนองดีต่อการรักษา อย่างไรก็ตามอัตราการตอบสนองต่อการรักษายังอยู่ที่ประมาณ 20% โดยเฉลี่ย ดังนั้นการตรวจวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งจะช่วยประเมินว่าผู้ป่วยมีแนวโน้มตอบสนองต่อการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดหรือไม่
เนื่องจากเซลล์มะเร็งมีอัตราการกลายพันธุ์สูงกว่าเซลล์ปกติส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันสามารถจดจำและโจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างแม่นยำดังนั้นผู้ป่วยมะเร็งที่มียีนกลายพันธุ์สูง ซึ่งสามารถประเมินได้จากค่า TumorMutational Burden (TMB)มีแนวโน้มตอบสนองต่อการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดได้ดีกว่าการตรวจวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งด้วย Comprehensive Genomic Profiling(CGP) สามารถประเมินค่า TMB ได้โดยคำนวณจำนวนการกลายพันธุ์ทั้งหมดในเซลล์มะเร็ง
*การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)มีหลายรูปแบบ โดยเนื้อหาในบทความนี้จะกล่าวถึงยาภูมิคุ้มกันบำบัดชนิด ImmuneCheckpoint Therapy เท่านั้น
ประเภทของการตรวจวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของเซลล์มะเร็ง
ในจีโนมมนุษย์มียีนประมาณ20,000 ยีน และมียีนประมาณ 400 ยีนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งอย่างมีนัยสำคัญดังนั้นการตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีนส่วนใหญ่ในทางคลินิกจึงมุ่งเน้นไปที่ยีนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเหล่านี้เป็นหลัก
การตรวจยีนเดี่ยว
เป็นการตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีนทีละหนึ่งยีนมีค่าใช้จ่ายต่ำ แต่ในขณะเดียวกันก็จะให้ข้อมูลทางพันธุกรรมที่จำกัดยกตัวอย่างเช่น การตรวจการกลายพันธุ์ของยีน EGFRในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer - NSCLC)
การตรวจยีนกลุ่ม
เป็นการตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีนจำนวนมากพร้อมกันชุดตรวจบางรายการสามารถตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีนที่เป็นเป้าหมายของยามุ่งเป้า(Targeted Therapy) จำนวนหลายสิบยีนหรือการตรวจบางชุดสามารถตรวจการกลายพันธุ์ของยีนมะเร็งประมาณ 300-400 ยีนพร้อมกัน(Comprehensive Genomic Profiling) ซึ่งการตรวจแบบนี้ช่วยให้แพทย์มีข้อมูลที่ครอบคลุมมากขึ้นในการเลือกยามุ่งเป้ายาภูมิคุ้มกันบำบัด และประเมินความจำเป็นของผู้ป่วยมะเร็งในการเข้ารับยาเคมีบำบัด
นอกจากจำนวนยีนที่สามารถตรวจได้แล้วแพทย์ผู้รักษาอาจพิจารณาประเภทของยีน เนื่องจากมะเร็งแต่ละชนิดมีการกลายพันธุ์ของยีนแตกต่างกันรวมถึงเทคนิคการตรวจยีนที่ชุดตรวจใช้ เช่น การตรวจยีนแบบเฉพาะจุด (Hotspot)หรือการตรวจทั้งยีนดังนั้นผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษามะเร็งก่อนตัดสินใจเลือกชุดตรวจการกลายพันธุ์ของเซลล์มะเร็งเพื่อให้ได้รับการตรวจที่เหมาะสมกับแต่ละกรณี
เมื่อใดควรพิจารณาเข้ารับการตรวจยีนกลุ่ม
แม้การตรวจยีนเดี่ยวจะมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าแต่ในบางครั้งแพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยมะเร็งเข้ารับการตรวจยีนมะเร็งแบบComprehensive Genomic Profiling ในกรณีต่อไปนี้:
- การรักษาปัจจุบันไม่ได้ผล:ผู้ป่วยมะเร็งไม่ตอบสนองต่อการรักษาในปัจจุบัน เกิดการดื้อยาหรือพบการกลับมาของเซลล์มะเร็งซ้ำ ๆ หลายครั้งหลังการรักษาการตรวจการกลายพันธุ์ของยีนแบบกลุ่มจะช่วยในการค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาใหม่ได้
- เพื่อประเมินความเหมาะสมในการรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัด(Immunotherapy): แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจแบบ Comprehensive Genomic Profilingในกรณีที่ผู้ป่วยมีแนวโน้มตอบสนองต่อการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดเพราะการประเมินหาค่า Tumor Mutational Burden (TMB) จำเป็นต้องตรวจอย่างน้อย300-400 ยีน เพื่อคำนวณหาจำนวนการกลายพันธุ์ทั้งหมดของเซลล์มะเร็ง
- เพื่อการประหยัดเวลาหรือกรณีมีชิ้นเนื้อตัวอย่างที่จำกัด: เนื่องจากมีการพัฒนายามุ่งเป้า (TargetedTherapy) ชนิดใหม่อย่างต่อเนื่องดังนั้นการตรวจหายีนเป้าหมายของยามุ่งเป้าที่หลากหลายสามารถเพิ่มทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งได้นอกจากนี้การตรวจแต่ละครั้งอาจใช้เวลาอย่างน้อยสองวัน และใช้เนื้อมะเร็งพอสมควรดังนั้นการตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีนแบบหลายยีนพร้อมกันจึงช่วยลดเวลาและเหมาะกับผู้ป่วยที่มีชิ้นเนื้อมะเร็งจำกัด
โดยรวมแล้ว การตรวจการกลายพันธุ์ของยีนหลายร้อยยีนพร้อมกันช่วยเพิ่มโอกาสในการตรวจพบการกลายพันธุ์และให้ข้อมูลที่ครอบคลุมมากขึ้นอย่างไรก็ตาม บางครั้งอาจพบการกลายพันธุ์ที่ (A) ยังไม่มียามุ่งเป้า (TargetedTherapy) รองรับ หรือ (B) ยามุ่งเป้าอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิก หรือ (C)ได้รับการวินิจฉัยให้ใช้ยามุ่งเป้าในมะเร็งชนิดอื่น ซึ่งในกรณีของ (B) และ (C)หมายถึงข้อมูลเกี่ยวกับผลการรักษาและผลข้างเคียงของยาชนิดนี้ยังมีไม่มากนักผู้ป่วยจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาความเสี่ยงและประโยชน์ของการรักษาให้รอบด้านก่อนทุกครั้ง
ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ
การรักษาและจัดการกับมะเร็งมีความซับซ้อนสูงประกอบกับการตรวจวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งแต่ละประเภทเหมาะสมกับมะเร็งต่างชนิดกันออกไปนอกจากผลการตรวจวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งแล้วแพทย์อาจยังต้องพิจารณาประวัติการรักษา ประเมินสมรรถภาพทางร่างกายของผู้ป่วยและปัจจัยทางคลินิกอื่น ๆ ร่วมด้วยดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลเพื่อประเมินว่าการตรวจวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งนั้นเหมาะสมกับคุณหรือไม่



.jpg)
.jpg)